Vaser Fraxel Laser Botox Filler IPL Ulthera เสริมจมูก ปรับรูปหน้า กำจัดขนถาวร เปลี่ยนโฉมให้ดูดีด้วยทีมแพทย์ชั้นนำ
ทำไมต้อง Siam laser clinic ติดต่อสอบถาม เลือกภาษา ไทย | English
รับข่าวสาร ร่วมกิจกรรม
สองเดือนก่อนเพื่อนสาวของคุณยังมีวงหน้ากลมใหญ่ แต่เผลอเดี๋ยวเดียว ใบหน้าเธอกลับเรียวเล็กราวไข่ไก่โดยไม่พึ่งมีดหมอเลยสักนิด...เธอทำได้อย่างไรกัน?
วิวัฒนาการความงามเติบโตรวดเร็วจนฉุดไม่อยู่ เฉกเช่นเทรนด์ความงามที่แปรเปลี่ยนไปตามกระแสโลก ก่อนหน้านั้นความงามที่คุณปรารถนา อาจเป็นดาวมายาแห่งฮอลลีวูดที่อวดหุ่นสูงระหงได้รูป แต่สองสามปีให้หลัง เทรนด์กลับเปลี่ยนเป็นดาราโซนเอเชีย ที่โดดเด่นด้วยผิวขาวผุดผ่อง สว่างใส ส่วนรูปหน้านั้นช่างเรียวเล็กเพียงนิด หมดปัญหาเรื่องการเฉดดิ้งกลบรอยคางที่กางหนาอย่างเคย
กระแสความงามที่เน้นรูปหน้าที่เล็กกะทัดรัดนี้จึงพัดผ่านมา พร้อมกันนั้น เมื่อเทคโนโลยีความงามจากฝั่งอเมริกาได้ค้นพบคุณสมบัติที่หลากหลายของโบท็อกซ์มาบรรจบกัน การปรับรูปหน้าในแนวทางของวิทยาศาสตร์จึงเกิดขึ้น ทั้งยังเป็นที่นิยมอย่างมากตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมาในบ้านเรา
ทำไมต้องโบท็อกซ์
ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับโบท็อกซ์ (Botox หรือ Botulinum Toxin) กันสักนิด สารชนิดนี้ถูกค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1985 โดยแพทย์ชาวเบลเยียม 65 ปีต่อมา ทีมแพทย์ชาวอเมริกัน ได้ทำการสกัดโบท็อกซ์ ที่เดิมเป็นสารพิษ (ตามชื่อ) ให้เป็นสารบริสุทธิ์จนสามารถใช้กับมนุษย์ได้ และตั้งชื่อเป็น Botulinum Toxin Type A ที่มีอิทธิพลต่อวงการศัลยกรรมความงามตลอด 20 ปีที่ผ่านมาอย่างมาก เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการลดเลือนริ้วรอยต่างๆ อย่างเห็นผล หากถามว่าโบท็อกซ์มีอันตรายหรือไม่ ตอบได้ว่าเป็นสารที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วเพื่อใช้ทางด้านความงามโดยเฉพาะ และด้วยเป็นสารชีวะ โบท็อกซ์จึงสามารถสลายตัวได้ภายในร่างกายมนุษย์ (ซึ่งหมายถึงต้องฉีดซ้ำ ขึ้นอยู่กับเวลาและปริมาณที่ได้รับ) การทำงานที่เป็นธรรมชาตินี้ จึงหมดห่วงได้เรื่องความปลอดภัย ทั้งยังมีรายงานน้อยมากเรื่องผลข้างเคียง เว้นเสียแต่ถูกใช้จากแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญ หรือใช้ในปริมาณมากจนเป็นอัมพาตหรือกล้ามเนื้อตาย กับจุดประสงค์ของการรักษาโรค
นพ.ธีระชัย วรัญญูรัตนะ แพทย์เลเซอร์ผิวหนังชื่อดัง ให้ความรู้ที่น่าสนใจไว้ว่า โบท็อกซ์ควรใช้กับร่างกายเพียงน้อยนิด ซึ่งก็เห็นผลเพียงพอแล้ว ทั้งปัจจุบัน ยังมีสารชนิดเดียวกันและเป็นที่นิยมไม่แพ้กัน นั่นคือ ดิสพอร์ท ( Dysport) ที่ผลิตจากประเทศอังกฤษ และเป็นที่แพร่หลายทางฝั่งยุโรป สารสองชนิดนี้ต่างถูกนำมาใช้เพื่อเทคนิคการปรับรูปหน้าให้เรียวเล็ก ด้วยคุณสมบัติและผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกัน
โดยหลายงานวิจัยพบว่าการฉีด Dysport สามารถลดขนาดกล้ามเนื้อได้มากกว่า 30% ในขณะที่การฉีด Botox ลดขนาดกล้ามเนื้อลงได้ประมาณ 20%
เล็กลงได้อย่างไร?
สาวๆ คงสงสัยว่าหากไม่ผ่านมีดหมอแล้ว โบท็อกซ์/ดิสพอร์ท จะทำงานอย่างไรกับผิวหน้า นพ.ธีระชัยบอกเล่าถึงการทำงานที่น่าสนใจไว้ว่า สาเหตุที่เราดูหน้ากว้างกลมโตนั้น เป็นเพราะกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวถูกใช้งานมากจากการเคี้ยวหรือกัดฟัน หรือเป็นพันธุกรรม ทั้งรูปหน้าของชาวเอเชียจะดูแป้น ไม่เรียวแหลมนัก 90 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนคนไข้ที่พบนั้น จึงเป็นปัญหาของกล้ามเนื้อ ไม่ใช่กระดูกกรามโตที่พบได้น้อย หลักการทำงานของโบท็อกซ์/ดิสพอร์ทนั้น จึงเป็นการเข้าไปสลายกล้ามเนื้อ “เหมือนเราเล่นเวทแล้วกล้ามโตนั่นล่ะครับ แต่สารเหล่านี้จะไปคลายกล้ามเนื้อที่แข็งเกร็งให้คลายตัวลง” คุณหมอแจงถึงคุณสมบัติ ดังนั้น เมื่อยาออกฤทธิ์ยับยั้งการนำกระแสประสาทที่ส่งมายังกล้ามเนื้อคลายตัวลง เซลล์แต่ละเซลล์เล็กลง (โดยที่ยังมีปริมาณกล้ามเนื้ออยู่เท่าเดิม) รูปหน้าจึงดูเบาลง เรียวลง เล็กลง และได้รูปโดยที่ไม่ต้องผ่าตัด และดูเป็นธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม กว่าจะเห็นผลเป็นใบหน้าวงใหม่นั้น จำต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือน โดยเห็นผลเต็มที่ 2-3 เดือน กล่าวคือ คนไข้สามารถใช้บริการได้ทันทีโดยไม่ต้องเตรียมตัวมากมาย แพทย์จะทำการวินิจฉัยถึงรูปหน้า และดูความเป็นไปได้ของผลลัพธ์ แล้วจึงฉีดสารเข้าสู่กล้ามเนื้อชั้นลึกด้วยเข็มขนาดเล็กประมาณ 3 จุดบริเวณแก้มที่ยื่นออกมามากที่สุด และใช้เวลารักษาเพียง 1-3 นาที จากนั้น คนไข้จะต้องดูแลตัวเองโดยการไม่บีบนวดบริเวณดังกล่าว เพื่อเลี่ยงการกระจายตัวของสาร และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง สารจะเข้าไปทำปฏิกิริยาภายในเวลาดังกล่าว แล้วจึงจะพบผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
เทรนด์ใหม่ความงาม
การปรับรูปหน้าให้เรียวลงนี้ อาจเป็นที่นิยมของวัยรุ่นเรื่อยไปถึงวัยกลางคนที่ต้องการเพิ่มความมั่นใจ อย่างไรก็ดี แม้เทคโนโลยีจะรุดหน้าและเห็นผลทันใจ สิ่งที่พึงรู้ไว้ก็มีไม่น้อย กล่าวคือ หากมีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป หรือเริ่มมีผิวหน้าที่หย่อนคล้อย หากปรับรูปหน้าเรียว อาจทำให้ผิวหนังที่หย่อนคล้อยอยู่แล้วเห็นได้ชัดมากขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อที่เคยมีอยู่ลดขนาดลง ดังนั้น จึงควรมองหาโปรแกรมการยกกระชับผิว หรือสลายไขมันที่แก้ม ซึ่งอาจจะเหมาะสมกว่า
อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นผลดีของคนหน้ากลมและกว้าง แต่ผลที่ได้ก็ไม่คงทนถาวร นพ.ธีระชัยให้ความเห็นว่า คนไข้ควรเข้ารับการฉีดใหม่ประมาณ 3-4 เดือน หลังการฉีดครั้งแรก เพราะโบท็อกซ์/ดิสพอร์ทจะสลายตัวไปตามธรรมชาติ แต่ในทางตรงกันข้าม ผลข้างเคียงที่พบได้ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ คือมีอาการยิ้มได้ไม่เต็มที่ หรือยิ้มแล้วติด เนื่องจากยากระจายไปโดนกล้ามเนื้อบริเวณที่ไม่ต้องการ
ส่วนคนกรามใหญ่ที่เกิดจากกระดูก การแก้ไขที่ถูกต้องอาจเป็นการผ่าตัดลดกระดูกกราม (ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ ไปถึงความเจ็บปวดที่เลี่ยงไม่ได้) ดังนั้นจึงควรมองหาแพทย์และสถานที่ที่น่าเชื่อถือ และมีประสบการณ์ก่อนตัดสินใจ
เป็นหลักการสำคัญที่ควรท่องไว้ให้ขึ้นใจ ไม่เช่นนั้นความสวยที่ขาดการพิจารณา อาจทำให้คุณผิดหวังจนซ่อมหน้าได้ยากก็เป็นได้
รู้ไว้ก่อนเลือก
• ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้บริการ สอบถามถึงผลข้างเคียง การดูแลรักษา และรับทราบหลักการทำงานเบื้องต้นของสารที่เราจะได้รับ
• รูปหน้าจะลดลงบริเวณแก้ม ส่วนบริเวณคางยังคงรูปเดิม
• รูปหน้าใหม่ที่เรียวขึ้นจะเห็นผลประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับบุคคล ขนาดกล้ามเนื้อ และขนาดยาที่ฉีด
• ไม่เกิดรอยแผล ไม่บวม และไม่มีแผลเป็น ใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
• งดดื่มแอลกอฮอล์หลังใช้บริการ 24 ชั่วโมง
• ไม่เหมาะกับสตรีมีครรภ์ ด้วยยังไม่มีผลการทดลองที่เป็นทางการถึงผลกระทบต่อบุตร
• มองหาแพทย์ที่มีประสบการณ์ และเป็นสถานความงามที่มีมาตรฐาน
** บทความสัมภาษณ์จากคอลัมน์ Skin นิตยสาร Cosmetic Beauty & Anti Aging ฉบับ issue 1 เดือน พฤศจิกายน 2551
Related Article

Q : เป็นคนน่องโตและแข็ง แต่ไม่อ้วน เคยออกกำลังท่าลดน่องและทำทรีทเม้นต์กระชับสัดส่วนแล้วไม่เปลี่ยนแปลง เลยสนใจการฉีดยาเพื่อให้น่องเรียว อยากทราบว่าปลอดภัยหรือไม่ ? อ่านต่อ

Q : การทำให้ขาเรียวสวยด้วยการฉีดก๊าซเข้าไป เป็นอย่างไร และสามารถทำได้ทุกคนหรือเปล่าค่ะ ? อ่านต่อ

Q : ทำให้หน้าเรียวขึ้นโดยฉีดยาคลายกล้ามเนื้อที่กราม ดีจริงหรือไม่ มีอันตรายอะไรไหมคะ ? อ่านต่อ
Review headline
Your review:
Your name
: << ระบุรหัสผ่าน [โหลดใหม่]